ข่าวสาร

รายการข่าวสาร

pexels-cottonbro-5427748
ค้นพบวิธีที่ใช้ในการตรวจค้นหามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกของผู้ที่สูบบุหรี่จัด

นักวิจัย ค้นพบวิธีที่อาจจะใช้ในการตรวจค้นหามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกของผู้ที่สูบบุหรี่จัดได้แล้วศุลีพร แสงกระจ่าง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ทำการวิจัย การตรวจหา ยีน p53 antibody และ p53 mutation จาก DNA ที่อยู่ในซีรั่มของผู้ที่สูบบุหรี่จัดเพื่อการตรวจหามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกเนื่องจาก การเกิดมะเร็งหลายชนิด มักจะพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดการกลายพันธ์ของยีน p53 ซึ่งจากการวิจัยนี้ ผู้วิจัยพบว่า การพบ p53 antibody ในซีรั่มของผู้ที่สูบบุหรี่จัด ( 27.1% ) จะพบได้มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ( 13.6% ) ( p = 0.061 ) จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการตรวจพบ p53 antibody ในซีรั่ม อาจจะสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการศึกษาการเกิดมะเร็งปอดในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยข่าวประจำวันที่ : 04 กรกฎาคม 2549จำนวนผู้อ่าน : 490 คน

อ่านเพิ่มเติม 9 Oct 2025
pexels-thatguycraig000-1582482
ปิ้งย่าง...กรุบกรอบ มหันตภัยหน้าโรงเรียน ?

สาธารณสุขระบุคนไทยมีแนวโน้มสุขภาพแย่ลง อัตราการป่วยถี่ขึ้นจากคนละ 2 ครั้งต่อปีเพิ่มเป็น 3 ครั้งต่อปีพบพฤติกรรมการกินชอบอาหาร “รสแซ่บ” ทั้งเผ็ด เปรี้ยว หวาน เค็มจัด เกิดการบริโภคเกลือเกินจำเป็น จัดประชุมวิชาการครั้งที่ 11 ที่ พัทยา จังหวัดชลบุรี เน้นการสร้างสุขภาพก้าวใหม่ก้าวไปสู่ความยั่งยืนนางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลทางสุขภาพของประเทศไทยพบว่า แนวโน้มพฤติกรรมสุขภาพคนไทยแย่ลง ข้อมูลที่สะท้อนได้ดีที่สุด คือการเจ็บป่วยเรื้อรังและความถี่การป่วยโดยเฉลี่ยล่าสุดในปี 2545 พบว่าคนไทยมีอัตราการป่วยตั้งแต่ระดับน้อยจนถึงขั้นรุนแรง ประมาณปีละ 3 ครั้งต่อคนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยต่อคนป่วยเฉลี่ย 2 ครั้งเท่านั้นนอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรังมากเกือบ 5 ล้านคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงกว่า 4 ล้านคน โรคเบาหวานเกือบ 2 ล้านคนโรคไขมันในเลือดสูงเกือบ 1 ล้านคน จำเป็นต้องเร่งแก้ไขที่พฤติกรรมบริโภคของประชาชนรวมทั้งการเร่งส่งเสริมด้านสุขภาพจิต ควบคู่กันไปด้วยเพื่อลดความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าวเช่นกัน “สิ่งที่น่าวิตกในขณะนี้ พบว่ารสนิยมการบริโภคของประชาชนไทยนิยมอาหารที่มีรสจัดมากขึ้น จะเห็นว่าอาหารรสแซ่บอาหารรสฉูดฉาดซึ่งเป็นอาหารรสจัดทั้งในเรื่องความเค็ม ความเปรี้ยว ความหวานจะทำให้เกิดปัญหาการบริโภคเกินโดยอาหารรสแซ่บจะทำให้บริโภคเกลือเกินความจำเป็นของร่างกาย” ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดประมาณเกลือควรกินไม่เกินวันละ 3-6 กรัมแต่จากการสำรวจการกินเกลือของคนไทยพบว่าสูงเกินมาตรฐานเฉลี่ยวันละ 7-17 กรัม/คนและเกลือมักอยู่ในเครื่องดื่มเช่นน้ำอัดลม เครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น …

อ่านเพิ่มเติม 9 Oct 2025
academic pic
ค้นพบครั้งแรกในโลก "ใบชะมวง" มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

คณะเภสัชฯ มอ.ค้นพบสารชนิดใหม่ใน "ใบชะมวง" ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง นับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" ระบุใช้เป็นสารต้นแบบที่นำไปพัฒนาโครงสร้างสู่ยาต้านมะเร็งในอนาคต รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยปการนันท์ ผอ.สถานวิจัยยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายอภิรักษ์ สกุลปักษ์ นักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยคุณสมบัติมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและต้านแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารจาก "ใบชะมวง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้านานกว่า 2 ปี ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Food Chemistry ซึ่งเป็นวารสารที่ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการอย่างกว้างขวาง สำหรับการวิจัยดังกล่าวได้เก็บรวบรวมผักพื้นบ้านจำนวน 22 ชนิด มาทำการสกัดและทดสอบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacier pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารหรือไม่ โดยพบว่าชะมวงเป็นพืชที่ออกฤทธิ์ดีที่สุด จึงนำมาแยกสารที่ต้องการจนสามารถได้สารซึ่งมีฤทธิ์ในระดับดีมาก เป็นสารที่มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ หรือ MIC ประมาณ 7.8 ไมโครกรัมต่อมิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสารตัวใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบมาก่อน โดยตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" (Chamuangone) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการค้นพบในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังได้ศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้ในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโปรโตซัวร์ ซึ่งเป็นโรคระบาดที่พบบ่อยในภาคใต้ โดยสารชะมวงโอนสามารถยับยั้งโปรโตซัวร์ได้ดี จึงนำชะมวงโอนไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอด และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จนพบว่าสารชะมวงโอนมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ดี "ความสำเร็จจากงานวิจัยที่ได้โครงสร้างใหม่ของสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจากชะมวงโอนครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ดัดแปลงพัฒนาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ดีขึ้น และลดอาการข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ แม้ว่าขั้นตอนการนำสารดังกล่าวไปใช้รักษาโรคมะเม็งยังต้องมีกระบวนการวิจัยเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน …

อ่านเพิ่มเติม 9 Oct 2025
academic pic
“ฝังแร่ไอโอดีน” รักษามะเร็งตับอ่อน นวัตกรรมใหม่จากจีน...ไม่ต้องผ่าตัด

ในประเทศไทยโรคมะเร็งถือเป็นโรคอันดับ 1 ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ โดยมักมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม รวมไปถึงเนื้องอกอื่นๆ ซึ่งการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เหมาะสมกับโรคเป็นเหตุผลหลักที่นำไปสู่การเสียชีวิต โดยเฉพาะ “มะเร็งตับอ่อน” ที่ผ่าตัดไม่ได้เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับเนื้อเยื่อสำคัญ ล่าสุดได้มีนวัตกรรมใหม่จากประเทศจีนมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ป่วย นั่นคือ การฝังแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี 125 แบบไม่ต้องผ่าตัด นายแพทย์หวู ชิง ไข่ (Wu Ging Kai) นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งประจำโรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่กว่างโจว ให้ความรู้ว่า โรคมะเร็งตับอ่อนเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยแรก คือเรื่องอาหารการกิน ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันและโปรตีนสูง ชอบกินอาหารปิ้งย่าง ปัจจัยต่อมาคือสิ่งแวดล้อม ที่มีมลภาวะเป็นพิษ และปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับอ่อนอาการเริ่มแรกส่วนใหญ่จะไม่แสดงออกมา แต่สามารถสังเกตได้จากการที่มีน้ำหนักลด ตัวเหลือง ซึ่งอาการระยะแรกนี้จะต้องแบ่งแยกกับอาการของผู้ป่วยท่อน้ำดีและตับอักเสบด้วยเนื่องจากมีอาการคล้ายกัน สถิติของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนในประเทศจีนมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปีรวมถึงผู้ป่วยในประเทศไทยด้วย เพราะมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารคล้ายๆ กัน ที่สำคัญโรคมะเร็งตับอ่อนในสมัยก่อนการรักษาค่อนข้างยากเนื่องจากไม่สามารถผ่าตัดได้ เพราะตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ชิดกับเนื้อเยื่อสำคัญและมีเลือดค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้การรักษาด้วยวิธีคลีโมแล้วให้ผลการรักษาที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนได้เป็นผลสำเร็จ คือ “วิธีการรักษาด้วยการฝังแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี 125 เป็นระเบิดนิวเคลียร์ทำลายเนื้องอก” การรักษามะเร็งด้วยการผ่าตัดโดยเทคนิคบาดแผลเล็ก (Minimally invasive) กำจัดเนื้องอกโดยตรงผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนกับแผนปัจจุบันได้รวบรวม 12 เทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษาโรคมะเร็งต่างๆ โดยการรักษากำหนดเป้าหมายเนื้องอกแล้วรักษาโดยตรง ทำให้เนื้องอกตายไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายส่วนอื่น …

อ่านเพิ่มเติม 9 Oct 2025
academic pic
นักวิจัยเผยควันไฟจากเผาป่าก่อมะเร็งน้อยกว่าไอเสียรถยนต์

ผู้สื่อข่าวรายงานงานเมื่อเวลา 10.00 น.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ NIDA ได้แถลงผลวิจัยศึกษาฝุ่นละอองในอากาศช่วงจากสถานการณ์วิกฤติหมอกควันในภาคเหนือตอนบนที่เกิดจากการเผาป่าในช่วงปีที่ผ่านมา ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อานวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA กล่าวว่า ได้เก็บข้อมูลปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในชั้นบรรยากาศในช่วงก่อนและหลังเกิดวิกฤติ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์การเกิดโรคมะเร็งปอด อันเกิดจากสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือสาร PAHs ซึ่งมีสารเบนโซเอไพรีน B(a)P ที่มีผลต่อการเกิดโรคมากที่สุด โดยกาหนดระยะเวลาการเก็บตัวอย่างสภาพอากาศในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติ และช่วงเดือนมีนาคม 2556 หลังเกิดวิกฤติหมอกควัน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน อุตรดิตถ์ พะเยา แพร่ ลาพูน ลาปางโดยพบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดที่มากับฝุ่นละอองขนาดเล็กในช่วงก่อนเกิดวิกฤติมากที่สุดได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีค่าสารก่อมะเร็งก่อนเกิดวิกฤติหมอกควันอยู่ที่ 445 พิโคกรัมต่อจ.แม่ฮ่องสอนมีค่าความเสี่ยงต่าสุดเพียง 0.1 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนหลังการเกิดวิกฤติหมอกควันจากการเก็บข้อมูลตัวอย่างอากาศพบว่า ปริมาณสารก่อมะเร็งเบนโซเอไพรีน ในจังหวัดอุตรดิตถ์ลดลงเหลือเพียง 334 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่จังหวัดแพร่และลาพูนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก 46 ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเพิ่มเป็น …

อ่านเพิ่มเติม 9 Oct 2025