รายละเอียดทะเบียนมะเร็ง

Published: 9 Oct 2025 ผู้เข้าชม: 0

นักวิจัยเผยควันไฟจากเผาป่าก่อมะเร็งน้อยกว่าไอเสียรถยนต์

ผู้สื่อข่าวรายงานงานเมื่อเวลา 10.00 น.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ NIDA ได้

แถลงผลวิจัยศึกษาฝุ่นละอองในอากาศช่วงจากสถานการณ์วิกฤติหมอกควันในภาคเหนือตอนบนที่เกิดจากการเผาป่าในช่วงปีที่ผ่านมา ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อานวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA กล่าวว่า ได้เก็บข้อมูลปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในชั้นบรรยากาศในช่วงก่อนและหลังเกิดวิกฤติ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์การเกิดโรคมะเร็งปอด อันเกิดจากสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือสาร PAHs ซึ่งมีสารเบนโซเอไพรีน B(a)P ที่มีผลต่อการเกิดโรคมากที่สุด โดยกาหนดระยะเวลาการเก็บตัวอย่างสภาพอากาศในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติ และช่วงเดือนมีนาคม 2556 หลังเกิดวิกฤติหมอกควัน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน อุตรดิตถ์ พะเยา แพร่ ลาพูน ลาปาง

โดยพบว่า จังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดที่มากับฝุ่นละอองขนาดเล็กในช่วงก่อนเกิดวิกฤติมากที่สุดได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีค่าสารก่อมะเร็งก่อนเกิดวิกฤติหมอกควันอยู่ที่ 445 พิโคกรัมต่อจ.แม่ฮ่องสอนมีค่าความเสี่ยงต่าสุดเพียง 0.1 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนหลังการเกิดวิกฤติหมอกควันจากการเก็บข้อมูลตัวอย่างอากาศพบว่า ปริมาณสารก่อมะเร็งเบนโซเอไพรีน ในจังหวัดอุตรดิตถ์ลดลงเหลือเพียง 334 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่จังหวัดแพร่และลาพูนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก 46 ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเพิ่มเป็น 91 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่าเมื่ออากาศร้อนขึ้นจะช่วยทาให้สารก่อมะเร็งเบาบางเล็ก ขณะที่อากาศที่หนาวเย็นสารก่อมะเร็งมีความเข้มข้นขึ้นกรณีนี้พิสูจน์ได้ว่า ก่อนหน้านั้นเคยมีการตรวจสอบสารก่อมะเร็งบริเวณตลาดไนท์บาร์ซาร์จ.เชียงใหม่ในเวลาหลังเที่ยงคืนพบว่ามีสารก่อมะเร็งเกินค่ามาตรฐานในช่วงดังกล่าว

“หากนาสภาพอากาศ 9 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีค่าเฉลี่ยจะพบว่าอยู่ที่ 563 พิโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มาเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกจะพบว่า สภาพอากาศ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนพบว่า ประชาชนมีค่าความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ เบลเยี่ยมและสหรัฐอเมริกา แต่ต่ากว่าเมืองใหญ่ๆใน เช่น ฮุงฮอม ประเทศฮ่องกง ซัวเถาและกวางโจวจากประเทศจีน ที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าไทยถึง 49, 38 และ 36 เท่าตามลาดับ ซึ่งล้วนเป็นเมืองใหญ่ที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น สะท้อนให้เห็นได้ว่า ควันไฟป่าในก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน PM 2.5 มีสารก่อมะเร็งในระดับความเข้มข้นต่ากว่าฝุ่นละอองจากไอเสียรถยนต์ ทาให้ประชาชนที่สูดดมควันไอเสียจากรถยนต์มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าการสูดดมควันไฟป่า” รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช กล่าวและว่าแต่สิ่งที่ยังไม่มีการตรวจสอบในควันไฟที่มาจากเผาป่าคือสารไดออกซิน ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กที่เกิดมามีความบกพร่องทั้งทางร่างกายและปัญญาเหมือนกับที่ประเทศเวียดนามที่กองทัพสหรัฐใช้สาร DDT ฆ่าหญ้า ทาให้เด็กที่เกิดมามีแขนขาพิการ